• TSIS

การประท้วงไม่ได้ทำให้ผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสเพิ่มขึ้น

แปลโดย Jitrin Wanmeechai



เดือนที่ผ่านมาเกิดกระแสการประท้วงทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างที่ทุกคนเห็นในข่าว ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่า การรวมกลุ่มผู้คนจำนวนมากจะเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่เชื้อ Covid-19 แต่งานวิจัยที่เราไปเจอมาบ่งชี้ว่า การประท้วงไม่ได้ทำให้ผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจมาก จึงมาแบ่งปันให้ทุกคนอ่านกัน


บทความชื่อ “Research Determines Protests Did Not Cause Spike In Coronavirus Cases” เขียนโดย Tommy Beer

(ที่มาของบทความ https://www.forbes.com/sites/tommybeer/2020/07/01/research-determines-protests-did-not-cause-spike-in-coronavirus-cases/#1c674f9c7dac)


งานวิจัยที่จัดทำโดยทีมนักเศรษฐศาสตร์เผยแพร่โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติชี้ว่า การประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวในอเมริกาเกิดขึ้นมากกว่า 300 เมือง เหตุจากการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ไม่ได้ทำให้การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลสนับสนุนจากการตรวจเชื้อไวรัส Covid-19 ในหลายเมืองที่มีประชากรจำนวนมาก


ข้อเท็จจริงที่สำคัญ


ในช่วงหลังที่ฟลอยด์เสียชีวิต เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกังวลว่า การออกมาชุมนุมของผู้ประท้วงพร้อมกับตะโกนในที่สาธารณะที่คนรวมตัวกันจำนวนมาก อาจทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การระบาดที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่า “ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ติดเชื้อ Covid-19 เพิ่มมากขึ้นในช่วงระยะเวลามากกว่า 3 สัปดาห์หลังจากการประท้วงในเมืองนั้น”


แท้จริงแล้ว ตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์สามารถระบุได้ว่า “ในเมืองที่มีการประท้วงจะเห็นการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการเว้นระยะห่างทางสังคมของประชากรโดยรวมเมื่อเทียบกับเมืองที่ไม่มีการประท้วง”


Dhaval Dave จากมหาวิทยาลัยเบนท์ลีย์ (Bentley University) ในฐานะนักวิจัยหลักของโครงการกล่าวว่า “การประท้วงในหลาย ๆ เมือง เหมือนจะนำไปสู่ระยะห่างทางสังคมที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้ไปร่วมการประท้วงตัดสินใจที่จะออกห่างจากถนน”


งานวิจัยชิ้นนี้ได้ใช้ข้อมูลที่ถูกรวบรวมใหม่ล่าสุด จาก 315 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา และค้นหาเอกสารใน 281 เมืองที่เกิดการประท้วง ผู้เขียนได้เผยแพร่งานวิจัยชิ้นนี้ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 และยังไม่ได้รับการทบทวนโดยนักวิจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย (Peer Review)


พื้นหลังที่สำคัญ


ข้อสรุปของงานวิจัยได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลการตรวจเชื้อไวรัส Covid-19 ในหลาย ๆ เมืองที่เป็นที่ตั้งของการประท้วง ตัวอย่างเช่น กรมอนามัยมินนิอาโปลิส (Minneapolis Department of Health) รายงานว่ามีคนจำนวนมากกว่า 15,000 คน ถูกตรวจเชื้อไวรัส ที่ศูนย์ตั้งขึ้นในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการประท้วง และ 1.7% ของการตรวจได้ผลเป็นบวก (ติดเชื้อ) ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั่วทั้งรัฐประมาณ 3.6%


Washington Post รายงานว่า ผู้ที่กลับจากการประท้วงที่มินนิอาโปลิส มีอัตราติดเชื้อไวรัสที่ต่ำกว่า 1% และ “เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอัตราการติดเชื้อที่ต่ำนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ใส่หน้ากากอนามัยในการประท้วง และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเคลื่อนไหวไปมา”


National Public Radio หรือวิทยุสาธารณะแห่งชาติ (NPR) รายงานเมื่อเดือนมิถุนายนว่า งานปาร์ตี้ที่ไม่ใช่การประท้วงนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสที่รวดเร็วในวอชิงตัน (Washington)


“เราพบว่ากิจกรรมทางสังคม และการรวมตัวที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย เป็นที่มาหลักของการติดเชื้อไวรัสของพวกเรา (ชาวอเมริกา)” Erika Lautenbach ผู้อำนวยการกรมอนามัยประจำท้องถิ่นกล่าว


เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Kevin McCarthy ผู้นำเสียงข้างน้อย (House Minority Leader) กล่าวโทษผู้ประท้วงว่าเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า


“เมื่อผมมองจากมุมโดรนที่ลอส แองเจลีส (Los Angeles) ที่มีผู้ประท้วงแน่นขนัดแบบไหล่แตะไหล่ยาวกว่าหนึ่งไมล์ และพวกเขาออกมาส่งเสียง เรียกร้อง . . . และตอนนี้เราพบว่านี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะส่งต่อเชื้อให้แก่บุคคลอื่น” McCarthy ตัวแทนของรัฐแคลิฟอร์เนีย พรรครีพับลิกัน (Republican) กล่าว


ในบทคัดย่อของงานวิจัย NBER ผู้เขียนว่า “เราสรุปว่า ผลกระทบด้านลบต่อการสาธารณสุขในวงกว้าง จากการประท้วงของ Black Lives Matter นั้นยังคาดการณ์ได้ยาก”


ข้อเสนอแนะที่สำคัญ


“การพูดในที่สาธารณะ (public speech) และการสาธารณสุข (public health) ไม่ใช่เรื่องที่ได้อย่างเสียอย่างในกรณีนี้” ผู้เขียนได้เขียนไว้ในงานวิจัย NBER (National Bureau of Economic Research)


Illustration by Arnon Chundhitisakul


36 views