• TSIS

กำหนดปัญหาอย่างไร ให้ตอบได้ตรงใจที่สุด

By TSIS Team


"การกำหนดปัญหาในงานวิจัย จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป" โดยวันนี้ Research Tips เรามีเทคนิคดี ๆ และน่าสนใจในการทำวิจัยมาฝาก หัวข้อในวันนี้เกี่ยวกับ "การกำหนดปัญหาในงานวิจัย กำหนดปัญหาอย่างไร ให้ตอบได้ตรงใจที่สุด"



การกำหนดปัญหางานวิจัย คืออะไร ?

การกำหนดปัญหางานวิจัย คือขั้นตอนการพิจารณาถึงปัญหา หรือหัวข้อที่เราสนใจ ต้องการจะศึกษาว่าหัวข้อนั้นเกี่ยวกับอะไร ต้องการการทดสอบ หรือหาคำตอบในเรื่องอะไร เพื่อเป็นการระบุชื่อเรื่องงานวิจัยให้ชัดเจน และเข้าใจตรงกันว่าจะศึกษาเรื่องใด ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการวิจัย เนื่องจากผู้วิจัยต้องกำหนดปัญหาของงานวิจัยเพื่อให้สามารถได้มาซึ่งคำตอบของสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา



การกำหนดปัญหาของงานวิจัย ควรมีการศึกษาสิ่งต่าง ๆ ดังนี้


ศึกษาลักษณะ และความเป็นมา

ผู้วิจัยจะต้องศึกษาเนื้อหาลักษณะของความเป็ฯมาของเรื่องที่เป็นปัญหาในการวิจัย


ศึกษาโครงสร้างขององค์การที่กำหนดเป็นเรื่องการทำวิจัย

ในบางครั้งจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างขององค์การที่ใช้กำหนดเป็นหัวเรื่องของการวิจัย เช่น การดำเนินงาน การบริหาร การเงิน เป็นต้น


ศึกษาเอกสาร และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้ทราบว่าหัวข้อวิจัยนั้นเป็นปัญหาที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่มีอยู่





ศึกษาและปรึกษากับผู้ที่มีความรู้

โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย


ศึกษากรอบและแนวคิดทฤษฎี

ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยสามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวเรื่อง ปัญหา ข้อมูล ลักษณะของปัญหาได้










ปัญหาของการวิจัย ควรมีคุณสมบัติดังนี้

  1. จะต้องเป็นปัญหาที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่กำกวม เข้าใจง่าย สามารถอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน

  2. ปัญหาที่กำหนดต้องไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป

  3. ควรเป็นปัญหาที่มีความหมาย ง่ายต่อการศึกษาวิจัย

  4. ต้องเหมาะสมกับเวลา ค่าใช้จ่าย และความรู้ความสามารถของผู้วิจัย



เกณฑ์การประเมินปัญหาวิจัย

การเลือกปัญหาการวิจัย จะเหมาะสมหรือไม่นั้น นักวิจัยควรมีการประเมินหัวข้อวิจัยโดยอาศัยเกณฑ์ต่อไปนี้ในการพิจารณา



1. ควรเป็นปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ มีลักษณะดังนี้

  • มีความอยากรู้ อยากเห็น อยากทราบคำตอบ โดยปราศจากอคติ

  • เป็นความสนใจที่เกิดจากแรงจูงใจภายนอกมากระตุ้น

  • เป็นปัญหาที่แสดงความคิดริเริ่มของตัวผู้วิจัยเอง


2. ควรเป็นปัญหาที่มีคุณค่า มีลักษณะดังนี้

  • ก่อให้เกิดความรู้ ความจริงใหม่ ๆ ไม่ซ้ำซ้อนกับผู้อื่น

  • ก่อให้เกิดสติปัญญาและพัฒนาความคิด

  • นำไปแก้ไขปรับปรุงงานที่ทำอยู่ได้


3. ควรคำนึงถึงความสามารถของผู้วิจัยในประเด็นต่อไปนี้

  • มีความรู้ ความสามารถพอที่จะทำงานวิจัยในเรื่องนั้น ๆ

  • มีเวลา มีกำลังงาน และทรัพยากรเพียงพอที่จะทำได้สำเร็จ

  • สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเที่ยงตรงและมีประสิทธิภาพ


4. ควรคำนึงถึงสิ่งที่จะเอื้ออำนวยให้การวิจัยสำเร็จ ได้แก่

  • มีแหล่งวิชาการที่จะค้นคว้าได้สะดวกและเพียงพอ

  • มีอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

  • ได้รับความสนับสนุนและความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง



Illustration by Arnon Chundhitisakul